สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ปฎิทิน
September 2026
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
   
บทความ
y
สถิติ
เปิดเมื่อ4/05/2011
อัพเดท11/10/2017
ผู้เข้าชม103227308
แสดงหน้า184779232
จดหมายข่าว


​ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลโรคงูสวัด

​ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลโรคงูสวัด
อ้างอิง อ่าน 13 ครั้ง / ตอบ 0 ครั้ง

ธัน
โรคงูสวัด ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว หรือหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคที่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ใครก็ตามที่เคยเป็น โรคอีสุกอีใส มาก่อนในชีวิต ต่างมีเชื้อไวรัสชนิดนี้แฝงอยู่ในร่างกายกันทั้งนั้น ไวรัสต้นเหตุมีชื่อว่า Varicella Zoster Virus เมื่อเราหายจากโรคอีสุกอีใส ไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่จะเข้าไปแอบซ่อนอยู่ตามปมประสาทอย่างสงบ และรอคอยเวลาที่ร่างกายอ่อนแอเพื่อ ตื่น ขึ้นมาอาละวาด เกิดเป็นผื่น แผลตุ่มน้ำใส และอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคงูสวัด งูสวัดเป็นยังไง จึงมีหัวใจสำคัญง่ายๆ คือ การรักษาภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงอยู่เสมอ แม้เราจะไม่อาจไล่เชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ในร่างกายออกไปได้แบบ 100% แต่เราเลือกที่จะควบคุมไม่ให้มันลุกขึ้นมาสร้างปัญหาได้ การใส่ใจดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ปรับพฤติกรรมการกิน การนอน และรักษาสภาพจิตใจให้แจ่มใส ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคงูสวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายอื่นๆ ได้ในระยะยาว

การนอนหลับคือช่วงเวลาที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมตัวเองและสร้างภูมิคุ้มกัน การอดนอนติดต่อกันหลายวัน หรือนอนดึกสะสม เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันตกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไวรัสที่แฝงอยู่ฉวยโอกาสจู่โจมร่างกาย พยายามนอนหลับให้ได้วันละ 7–8 ชั่วโมง และเข้านอนให้เป็นเวลาเพื่อรักษานาฬิกาชีวิตให้สมดุล อาหารที่กินเข้าไปส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน ควรเน้นกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินบี วิตามินดี และแร่ธาตุซิงก์ (Zinc) เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว และธัญพืช พร้อมทั้งลดการกินอาหารหวานจัดหรืออาหารแปรรูปสูง เพราะน้ำตาลและสารสังเคราะห์บางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานแย่ลง ความเครียดเป็นตัวการเงียบที่ทำลายภูมิคุ้มกันโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีผลกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ควรหาเวลาผ่อนคลายสมองด้วยกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำสมาธิ หรือออกไปสัมผัสธรรมชาติ เพื่อปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้คลายความตึงเครียดบ้าง การเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือเล่นโยคะ สัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหมจนร่างกายอ่อนเพลียเกินไป เพราะแทนที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาจกลายเป็นเปิดโอกาสให้ไวรัสกำเริบแทน สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด นอกจากจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว หากโชคร้ายเป็นขึ้นมาจริงๆ วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของอาการ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนอย่าง อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง ที่สร้างความทุกข์ทรมานได้เป็นอย่างดี



 
 
ธัน [58.136.157.xxx] เมื่อ 27/07/2026 18:24
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :